วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นักบุญมารีอา

นักบุญมารีอา มักดาเลนา ( ศตวรรษที่ 1 )ระลึกถึงวันที่ 22 กรกฎาคมมารีอา เป็นหญิงสาวที่อาศัยอยู่ที่เมืองมักดาลา ในแคว้นกาลิลี ได้เข้ามารับใช้พระเยซูคริสตเจ้าหลังจากที่พระองค์ได้ทรงรักษานางให้หายจากโรคปีศาจสิงแล้ว ( ลก 8:2 ) เธอได้มีส่วนในการปลงพระศพของพระเยซูเจ้า และเป็นคนแรกที่ได้รู้จักพระผู้ได้ทรงกลับคืนชีพ ( ยน 20:11-18 ) ไม่มีเหตุผลและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่า มารีอา ชาวมักดาลาเป็นหญิงคนเดียวกับหญิงคนบาปคนนั้นที่พระเยซูเจ้าได้ทรงประทานอภัยโทษให้ในบ้านของซีมอนฟาริสี ( ลก 7:36-50 ) หรือกับ “มารีอา” น้องสาวของลาซารัสและมาร์ธาเลย พระศาสนจักรตะวันออกได้เคารพให้เกียรติหญิงทั้งสามนี้โดยแยกกันต่างหากพิธีกรรมใหม่ของพระศาสนจักรได้พยายามชี้แสดงให้เห็นว่า “นักบุญมารีอา มักดาเลนา” เป็นผู้โชคดีคนแรกที่ได้เป็นประจักษ์พยานถึงการเสด็จกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้าแก่บรรดาพี่น้องและเป็นพระเยซูเจ้าเองที่ได้ส่งนางไปบอกเรื่องนี้แก่บรรดาพี่น้องของพระองค์ด้วย ( บรรดาอัครธรรมทูต )คำภาวนาทูลขอและข้อปฏิบัติ1. ให้เราได้รู้จักขอโทษต่อพระเป็นเจ้าและต่อพี่น้องของเราด้วยความจริงใจ2. ให้เราได้แสดงด้วยกิจการของเราว่าพระคริสตเจ้าผู้ได้ทรงกลับคืนชีพได้ทรงช่วยเราให้เป็นอิสระพ้นจากบาป3. โดยมีพระคริสตเจ้าอยู่เคียงข้าง ให้เราช่วยกันทำงานเพื่อให้มนุษย์ได้มีความรักใคร่ซึ่งกันและกัน4. กับผู้ที่หมดหวังและผู้ที่ตกอยู่ในบาป ให้เราได้แจ้งแก่พวกเขาเหล่านี้ว่า “พระคริสตเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ และพระองค์จะทรงช่วยพวกเราหมายเหตุเนื่องจากท่านนักบุญมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 ประวัติของท่านจึงไม่ชัดเจนและออกจะคลุมเครือเมื่อเทียบกับนักบุญสมัยใหม่นะคะ เจ๊ได้ตรวจสอบในเว็บคาทอลิกออนไลน์แล้ว ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่านักบุญมารีอา มักดาเลนานั้น เมื่อตอนที่ท่านได้พบกับพระเยซูเจ้าเป็นครั้งแรก ท่านเป็นหญิงที่มีรูปงามและมีความภาคภูมิใจในตนเองเป็นอย่างยิ่ง แต่หลังจากที่ท่านได้พบกับพระเยซูเจ้าในครั้งกระนั้น ท่านก็ได้รู้สึกสำนึกผิดเป็นอย่างยิ่งในชีวิตที่ดำเนินในหนทางบาปของท่าน และเมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จไปเสวยอาหารค่ำที่บ้านของเศรษฐีที่ชื่อซีโมน ท่านนักบุญได้มาร่ำไห้อยู่แทบพระบาทของพระเยซูเจ้า ชะโลมพระบาทพระองค์ด้วยน้ำมันราคาแพงและเช็ดพระบาทด้วยผมของตนเอง ผู้คนต่างประหลาดใจที่พระเยซูเจ้าทรงอนุญาตให้หญิงคนบาปคนนี้เข้ามาต้องพระวรกายของพระองค์ แต่พระผู้เป็นเจ้าทรงเห็นเข้าไปถึงภายในจิตใจของเธอ จึงทรงตรัสว่า “บาปของเธอได้รับการอภัยแล้ว เพราะเธอรักมาก” พระองค์ยังได้ทรงตรัสกับท่านนักบุญด้วยอีกว่า “ความเชื่อช่วยให้เธอรอดแล้ว จงไปเป็นสุขเถิด” และเมื่อพระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขน ท่านนักบุญก็ยืนอยู่ที่กางเขนด้วยอย่างกล้าหาญ คิดถึงแต่พระมหาทรมานของพระองค์ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมพระเยซูจึงได้ตรัสว่า “เธอรักมาก” หลังจากที่พระศพของพระเยซูเจ้าได้รับการบรรจุไว้ในพระคูหา ท่านนักบุญได้ไปที่พระคูหาเพื่อชะโลมพระศพ แต่ไม่พบพระศพของพระเยซูเจ้า ท่านจึงได้ร่ำไห้ แต่เมื่อท่านเห็นชายคนหนึ่งที่ท่านคิดว่าเป็นคนสวน และถามเขาว่าคนเขานำเอาศพของพระอาจารย์เจ้าไปไว้ที่ไหน ทันทีที่ชายนั้นเอ่ยออกมาว่า “มารีย์” ท่านก็จำได้จากเสียงที่ท่านคุ้นเคยว่าชายคนนั้นเป็นพระเยซูเจ้าเอง พระองค์ทรงกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย และพระองค์ก็ทรงเลือกนักบุญมารีอา มักดาเลนาในฐานะผู้ที่เป็นคนบาปซึ่งสำนึกผิดและกลับใจให้เป็นผู้รับการประจักษ์หลังการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์เป็นคนแรกกระนั้นก็ดีแม้ว่าเว็บดังกล่าวจะกล่าวถึงท่านนักบุญมารีอา มักดาเลนาต่างไปจากหนังสือของคุณพ่อวีรศักดิ์อยู่บ้าง แต่เว็บดังกล่าวก็กล่าวถึงท่านในประเด็นที่เหมือนกับหนังสือของคุณพ่อวีรศักดิ์ว่า ท่านนักบุญนั้นก็คือหญิงคนบาปที่พระเยซูทรงขับปีศาจเจ็ดตนออกไปดังที่มีบันทึกไว้ในพระวรสารของนักบุญลูกา และเป็นผู้ที่อยู่แทบเชิงไม้กางเขน และได้รับการประจักษ์จากพระเยซูเจ้าเป็นคนแรกหลังจากที่พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วนอกจากนี้ในเว็บคาทอลิกออนไลน์ยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนักบุญมารีอา มักดาเลนาอีกด้วยว่าหลังจากเหตุการณ์สิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า 14 ปี ท่านนักบุญได้ถูกพวกยิวจับลงเรือที่ไม่มีทั้งใบเรือและไม้พาย พร้อมกับนักบุญลาซารัส นักบุญมาร์ธา นักบุญมักซีมิน นักบุญซีโดนีอุส สาวใช้ที่ชื่อเซรา และศพของนักบุญอันนา มารดาของพระนางพรหมจารี ลอยออกทะเลและไปขึ้นฝั่งที่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งท่านได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายด้วยการเพ่งพิศภาวนาในถ้ำที่รู้จักกันในชื่อ “แซงต์เบาม์ ( Saint-Baume )” ที่นั่นท่านได้รับศีลมหาสนิทเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวจากทูตสวรรค์ และท่านได้เสียชีวิตลงเมื่อมีอายุได้ 72 ปีCre' : http://www.newmana.com/yabb/index.php?topic=3399.0;all

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น